หนังสือ Who? Vol.2 ฉบับวันที่ 10.01.2010
บ้านสวย 11 หลังในละครดัง วิมานบนดินของสุวรรณา อริยพัฒนกุล
บรรยากาศร่มรื่นของบ้านเรือนไทยหลังงามย่านคลองรังสิตที่หลายคนอาจคุ้นตาในละครดังหลายเรื่องเป็นเพียง 1 ในจำนวน 11 หลังของบ้านทั้งหมดซึ่งเจ้าของบ้านตัวจริงมีไว้ครอบครอง แต่ละหลังล้วนมีที่มาทรงคุณค่าและงดงาม

ใครที่เป็นแฟนละครดังหลังข่าวภาคค่ำทั้ง “น้ำตาลไหม้” และ “สูตรเสน่หา” คงพอคุ้นตาบ้านเรือนไทยท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีนานาพรรณ เดาได้เลยว่าน่าจะมีหลายคนนึกสงสัยว่าใครกันหนอคือเจ้าของบ้านตัวจริงที่สวรรค์สร้างบ้านหลังงามอันแสนน่าอยู่หลังนี้ขึ้นมา
หลังจากสืบเสาะจึงได้รู้จัก คุณเต่า – สุวรรณา อริยพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อินแอนด์เอาท์ แลนด์สเคป จำกัด ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการออกแบบตกแต่งบ้านและจัดแต่งสวนให้กับอาคารสถานที่ใหญ่ๆหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์สุขภาพนานาชาติชีวาศรม และงานพืชสวนโลก
เธอตอบรับด้วยความยินดีเมื่อเราขออนุญาตเปิดบ้านเรือนไทยหลังงามย่ามรังสิต คลอง 12 ที่มิใช่เพียงหลังเดียวที่เคยผ่านตาในละครดัง หากมีถึง 11 หลังใน 6 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ เพชรบุรี ปทุมธานี อยุธยา เพชรบูรณ์ เลย รวมเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 1,000 ไร่ ที่มีกองถ่ายละครขอใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี
คุณเต่าเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของบ้านหลังงามที่ใช้ถ่ายละครหลายเรื่อง ซึ่งสไตล์การออกแบบบ้านแต่ละหลังเน้นกลมกลืนกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด รวมถึงพื้นที่รอบๆ บ้าน ยังทำเป็นเนิร์สเซอรีกล้าไม้ ทั้งพันธุ์เล็ก พันธุ์ใหญ่ รวมถึงไม้ยืนต้นหายากไม้ในวรรณคดีสารพัดชนิดด้วย
“ไม่ได้คิดจะปลูกเพื่อการค้าหรือทำเป็นธุรกิจให้เช่าถ่ายละครเลย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของบ้านที่ร่มรื่นมีองค์ประกอบต่างๆ ของบ้านที่สวยงาม ทำให้มีคนมาติดต่อขอเช่าสถานที่เอง ขนาดนอนอยู่บ้านดีๆ ยังมาเคาะประตูเรียกเลย เราเปิดรับทุกคน ขออย่างเดียวถ่ายออกมาให้บ้านเราสวยเท่านั้นพอ บ้านแต่ละหลังที่ปลูกจะมีชื่อเรียกเฉพาะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม อย่างหลังนี้มีชื่อว่า บ้านสวนโลมฤดีเข้ามาแล้วจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ชโลมจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานให้หายได้ในทันที” เล่าพลางยิ้ม พร้อมชี้ชวนให้ดูสวนสวยเบื้องหน้า
เจ้าของบ้านไล่เรียงต่อว่า บ้านที่รังสิต คลอง 12 มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ สวนหน้า (4ไร่) แบ่งเป็นสถานอนุบาลต้นไม้หรือโชว์รูมต้นไม้ทุกชนิด ส่วนกลาง (4ไร่) เป็นบ้านที่อยู่อาศัยและออฟฟิซ ส่วนท้าย (4ไร่) เป็นฟาร์มไม้ใหญ่ ทั้งต้นกร่าง กันเกรา กระทิง ชวนชม สารภี ชงโค ลำดวน อโศกสปัน อโศกกระย้า สาระลังกา จำปา จำปี สีนวล หูกระจง ต้นจัน ฯลฯ
ด้วยความที่คุณพ่อมีอาชีพเป็นช่างรับเหมา ทำให้ซึมซับเทคนิควิธีการออกแบบและปลูกสร้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก ผนวกกับวิชาที่ร่ำเรียนมาด้านการจัดสวนจากมหาลัยเกษตรศาสตร์ จึงทำให้บ้านแต่ละหลังมีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร
“บ้านเรือนไทยสไตร์พอเพียง ทำเป็นแบบไร่นาสวนผสม ปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งพริก กะเพรา สะระแหน่ รวมถึงผลหมากรากไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะพร้าว กล้วย อ้อย ต้นแค ต้นมะยม ต้นมะขาม ริมรั้วก็ปลูกแต่ไม้เลื้อยพวกชะอม กระถิน ตำลึง อยู่บ้านนี้แล้วไม่มีวันอด”
“ถัดไปอีกซอยเป็นบ้านของคุณพ่อคุณแม่ ปลูกเป็นบ้าเรือนไทยสไตร์พอเพียงแบบไร่นาสวนผสมปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งพริก กระเพรา สะระแหน่ รวมถึงผลหมากรากไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะพร้าว กล้วย อ้อย ต้นแค ต้นมะยม ต้นมะขาม ส่วนริมรั้วปลูกไม้เลื้อยพวกชะอม กระถิน ตำลึง อยู่บ้านนี้แล้ว ไม่มีวันอด”
ส่วนพื้นที่แถวรังสิต คลอง 9 (พื้นที่ 30 – 50 ไร่) ให้ชื่อว่า บ้านกลางน้ำ เพราะมีการขุดลอกคลองโดยรอบ ถือเป็นบ้านต้นแบบระดับตำนานของบริษัทอินแอนด์เอาท์ฯ เนื่องจากเป็นบ้านเรือนไทยหลังแรกที่ปลูกสร้างโดยแบ่งพื้นที่ทำเป็นเนิร์สเซอรีไม้พุ่ม
“ใกล้เคียงมาหน่อยก็ จ.อยุธยา อ.บางไท (พื้นที่ 13 ไร่) อ.ภาชี (พื้นที่ 20 ไร่) ส่วนที่ภาชีจะเป็นบ้านไม้กลางทุ่ง เรียกว่า บ้านไม้เรือนกระจก สร้างคล้ายๆล็อกเคบิน คือรอบบ้านที่เป็นกระจกทั้งหมด แต่หลังคาทรงไทย ส่วนบ้านที่ อ.บางไทร มีด้วยกัน 2 หลัง คือบ้านสุวรรณา กับบ้านอยู่สบาย บ้านสุวรรณาให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านของเราอย่างแท้จริง เพราะเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ปลูก พื้นที่ก็สวย เพราะติดโค้งน้ำเจ้าพระยา อยู่ตรงข้ามศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นบ้านไทยแท้ อายุกว่าร้อยปี ซื้อต่อมาจากคหบดีคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว รั้วก็เป็นไม้ไผ่สภาพเดิมๆ ใกล้ๆ กันก็มีศาราท่าน้ำ มีเรือพาย และบ้านแพด้วย อยากนอนที่ไหนได้หมด อยู่ที่นี่จะได้เห็นวิถีชีวิติไทยๆที่ยังคงคุณค่า และมีความเอื้ออาทรต่อกัน” เธอเล่าจุดเด่นของบ้านแต่ละหลังด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข
ต่อมาเป็นพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ อ.เขาค้อ (พื้นที่ 21 ไร่) อ.วังมล (พื้นที่ 400 ไร่) ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นของท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่น้อยหน้าบ้านหลังอื่นเช่นกัน
“บ้านที่น้ำชุนใช้ไม้ไผ่สร้างบ้านบนภูเขา ความที่อากาศหนาวตลอดทั้งปี จึงต้องปลูกบ้านซุกลงไปในดินให้ชื่อว่า บ้านสุขเวศน์ แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า บ้านอิงดอย อยู่บ้านนี้แล้วมีความสุขมาก เพราะได้เห็นสวนดอกกุหลาบส่งกลิ่นหอมทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนที่เข้าค้อเรียกว่า บ้านหอดูดาว ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้นอนดูดาวโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเตียง ทุกคนจะนั่งและนอนสไตรล์ญี่ปุ่นหมด ไม่ว่าจะนอนมุมไหนก็จะเห็นดาวทั้งนั้น”
สำหรับที่วังมลเจ้าของบ้านตั้งชื่อให้ว่า บ้านไม้ไผ่และบ้านเรือนแพ ด้วยความที่สร้างบ้านติดกับแม่น้ำป่าสัก จึงทำให้สัมผัสกับธรรมชาติได้เต็มอิ่ม ใครต้องการนอนในบ้านหรือนอนในแพก็ตามแต่ต้องการได้เห็นทัศนียภาพและวิถีชีวิตชาวบ้านโดยที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดมาบดบัง หนำซ้ำช่วงก่อนฟ้าจะสางยังสามารถลงไปจับกุ้งแม่น้ำซึ่งขึ้นมาริมตลิ่ง นำมาทำเป็นอาหารเช้าแสนอร่อยได้อีกด้วย
เขยิบขึ้นไปทางเหนือที่ จ.เลย อ.ภูเรือ ชื่อบ้านไม้หรือบ้านแม่คะนิ้ง เนื่องจากสร้างบ้านติดภูเขา ทำให้สัมผัสอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปีเลยทีเดียว โดยยังคงลักษณะสไตล์บ้านในสภาพเดิมๆ จากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนท้องถิ่นไว้อย่างครบถ้วน จะเพียงปรับปรุงโรงสร้างเล็กน้อย หากยังคงจุดเด่น อาทิ ยุ้งฉาง เฉลียงรับลมหน้าบ้านที่เหมาะกับการนอนเอกเขนกเลือกได้ทั้งเปลญวน หรือกางเต็นท์ก็มีที่ว่างไว้รองรับได้หลายสิบคน
“ทางใต้ก็มีบ้านที่ จ.เพชรบุรี อ.เขาย้อย (พื้นที่ 20 กว่าไร่) ส่วนใหญ่เวลาลงไปธุระทางภาคใต้ ถ้าเหนื่อยก็แวะพักก่อน เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ เน้นความโปร่งโล่งสบาย ส่วนบ้านหลังสุดท้ายอยู่ในกรุงเทพฯ แถวทาวน์อินทาวน์ ชั้นล่างทำเป็นออฟฟิซ ส่วนชั้นบนแบ่งไว้พักผ่อน สำหรับข้าวของเครื่องใช้มีพร้อมในบ้านทุกหลัง”
ความที่เป็นคนทำงานเธอจึงเลือกทุ่มเทให้กับงานก่อนเรื่องอื่น จึงสร้างบ้านไว้หลายแห่ง เรียกว่าถ้าต้องไปทำงานที่จังหวัดไหน เหนื่อยเมื่อไหร่ก็มีบ้านให้แวะพักผ่อนได้ทุกที่ ตื่นเช้าขึ้นมากพร้อมทำงานได้ทันที
เวิร์กกิ้งวูแมนคนเก่งบอกต่อว่า การทำงานที่ตัวเองรัก ยังได้ใกล้ชิดและสัมผัสกับธรรมชาติ รวมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมอนุรักษ์บ้านเรือนไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมอนุรักษ์บ้านเรือนไทยซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาของชาติที่งดงามและทรงคุณค่าไม่แพ้ชาติใด
“อยากให้คนไทยมีความรักในสิ่งที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายสั่งสมวัฒนธรรมไว้ให้หลายชั่วชีวิต ถ้าลูกหลานลืมรากเหง้าของตัวเอง ความเป็นไทยก็จะถูกกลืนหายไปด้วย การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติแทบไม่ต้องเปิดแอร์เลยด้วยซ่ำ อากาศดี สุขภาพแข็งแรง อาหารการกินก็สะดวก หาเด็ดผักพื้นบ้านได้ตามริมรั่ว อยากกินอะไรมีหมด ที่สำคัญไม่มีสารพิษ เพราะเราปลูกเองกินเอง ใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่ก็มีอิศระที่จะคิดสิ่งที่ดีงามได้เพื่อตอบแทนแผ่นดินต่อไป”
เธอว่า ให้ดูอย่างต้นไม้ หากปลูกในพื้นที่กว้างๆต้นไม้จะเติญโตเต็มที่ แต่ถ้าปลูกใกล้กันเกินไปต้นก็จะเล็กแคระแกร็น เช่นเดียวกับการได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเร่งรีบและเคร่งเครียดอยู่เสมอก็เสมือนช่วยให้อิสระทางอิสระทางความคิด และคิดนอกกรอบได้มากขึ้น
“บ้านหลังนี้อยู่มาประมาณ 17 ปีแล้ว สร้างเสร็จก็อยู่เลย เวลามีงานค่อนเข้าเมือง ตอนนี้ถนนหนทางสะดวก ช่วยย่นระยะทางได้มาก แล้วชีวิตอยู่กับการเดินทางตลอด ไหนจะต้องตระเวนไปดูต้นไม้ตามที่ต่างๆ แวะพักบ้านนี้ 3 – 4 วัน พักบ้านโน้น 2 – 3 วัน เวียนกันไปแบบนี้จนครบทุกหลัง แทบไม่ต้องห่วงเลยว่ามีบ้าน 11 หลังแล้วจะเอาเวลาไหนไปนอน หรือถ้าไม่มีเวลาไปก็มีเพื่อนๆ แวะเวียนไปพักผ่อนตลอดบางทีก็นัดสังสรรค์หรือจัดปาร์ตี้กัน แล้วแต่ว่าอยากจะเที่ยวไหนหรือนอนบ้านไหนมากกว่า” ว่าจบเจ้าของบ้านก็จัดเตรียมของฝากซึ่งไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนไกล เพียงแค่เดินเข้าสวนก็สวนก็มีกล้วยไข่ มะละกอ มะเฟือง อันเป็นผลผลิตปลอดภัย ไร้สารพิษ จากบ้านสวยโลมฤดี ที่ช่วยเติมพลังชีวิตได้อย่างแท้จริง








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น