สุวรรณา อาริยพัฒนกุล

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทความ : หนังสือบ้านและสวน ฉบับที่ 281 มกราคม 2543


หนังสือบ้านและสวน ฉบับที่ 281 มกราคม 2543


 สู่สามัญ

 
“บ้านหลังนี้อาจเรียกได้ว่า ‘บ้านสูงสุดสู่สามัญ’ เพราะว่าวัสดุที่นำมาสร้างบ้านหลังนี้นำมาจากบ้านที่ใช้งบประมาณสร้างมากกว่า 10 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อไม่อยากให้เศษวัสดุที่เหลือต้องสูญเปล่าหรือทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์”

บ้านหลังนี้ทำให้ผมนึกถึงภาษิตบทหนึ่งของชาวเมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเวียดนามที่ว่าบ้านไม่มีสวน (ต้นไม้) ก็เหมือนคนไม่สวมใส่อาภรณ์โดยชาวเวียดนามจะเรียกบ้านลักษณะนี้ว่า หย่าเรือน หรือ บ้านสวน ซึ่งก็คือการสร้างบ้านท่ามกลางกำแพงที่ต้นไม้สูง อย่างต้นหูกวาง ขนุน มะม่วง ไผ่ หรือไม้ผลอย่างส้มเกลี้ยง มังคุด ต้นหม่อน ต้นตะโก เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการปลูกพืชสมุนไพรต่างๆด้วยบ้านสวนของชาวเว้จึงไม่ใช่สวนผลไม้ที่มุ่งเก็บดอกผลไปขาย หากคือบ้านอยู่อาศัยที่แนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  เพราะเว้ถือว่าบ้านสวนทำให้ทิวทัศน์ธรรมชาติเด่นขึ้น และเสริมให้ตัวบ้านดูสง่างาม เช่นเดียวกันกับบ้านหลังนี้ ตัวบ้านจะแวดล้อมด้วยสวนส้ม พืชผักนานาชนิด และไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดของ คุณสุวรรณา       อาริยพัฒนกุล เจ้าของบ้านผู้ที่รักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ


เจ้าของบ้านผู้ที่รักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นเมื่อเราเดินผ่านประตูรั้วบ้านเข้ามา จึงได้กลิ่นของต้นแมงลักโชยเข้าจมูก รั้วบ้านปลูกถี่วฝักยาวและต้นชะพลูเต็มตามรั้ว ลึกเข้าไปเป็นแปลงผักชนิดต่างๆ บริเวณรั้วด้านในปลูกต้นกล้วยยืนตระหง่านเป็นแนว ผสานด้วยเสียงไก่และเสียงเป็ดที่ร้องระงมอยู่ในเล้า ภาพและเสียงของธรรมชาติเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นบนเนื้อที่ 2 ไร่แห่งนี้ ส่วนตัวบ้านนั้น คุณสุวรรณาบอกว่า ใช้งบประมาณในการก่อสร้างน้อยมาก เพราะใช้วัสดุเก่าที่เหลือจากการสร้างบ้านเรือนไทยหลังใหญ่เกือบทั้งหมด แล้วให้ คุณคทาชัย  ผัสกุล เป็นผู้ออกแบบบ้านให้มีลักษณะสบายๆและไม่เป็นทางการมากนักซึ่งก็เป็นที่พอใจและชื่นชอบของเจ้าของบ้านมากทีเดียว 
 สำหรับภายในตัวบ้านจะมีบรรยากาศที่เบาสบาย เพราะเจ้าของบ้านสร้างบ้านหลังนี้ไว้เพื่อมาพักผ่อนและใช้รับรองเพื่อนฝูงหรือบรรดาญาติพี่น้อง ส่วนการแบ่งพื้นที่ใช้สอยนั้น เริ่มจากประตูทางเข้า  ด้านขวามือคือแพนทรี่เล็กๆ ถัดเข้าไปด้านในคือบริเวณนั่งเล่น รับแขกที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ลำใหญ่ ซึ่งแสดงถึงความตะวันออกอย่างัดเจน ด้านซ้ายมือเป็นส่วนรับประทานอาหารมุมนั่งเล่นดูปลา ในสระที่ขุดไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน สระน้ำนี้นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นสบายเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ผนังของบ้านทั้งหมดเป็นกระจกใส เพราะเจ้าของบ้านต้องการเห็นธรรมชาติของสวนภายนอกได้ในทุกมุมของบ้าน  ชั้นสองคือพื้นที่ที่ใช้พักผ่อนซึ่งมีเพียงห้องนอน 2 ห้องและห้องดูทีวีเท่านั้น โดยทุกห้องสามารถมองเห็นสวนได้ทั้งหมด ลักษณะเด่นของบ้านหลังนี้อยู่ที่การผสมผสานของวัสดุเช่นกระเบื้องหินแกรนิต หินอ่อน และไม้ ที่สามารถนำตกแต่งให้ดูกลมกลืนกันได้ แม้กระทั่งหลังคาก็ใช้กระเบื้องลอนเล็กที่ดูไม่หรูหรานัก จึงทำใหแขกมาเยือนรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนเฟอร์นิเจอร์  แม้จะดูใหญ่สักหน่อย

เนื่องจากเจ้าของบ้านต้องการเน้นความสบายเป็นหลัก แต่มัณฑนากรช่วยลดความอึดอัดลงด้วยการเปิดผนังบ้านเป็นช่องโล่งเพื่อดึงดูดความสนใจให้ออกไปนอกบ้าน ทั้งนี้เพราะความโล่งกว้างและสีเขียวของสวนจะช่วยลดความแออัดของเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้ คุณสุวรรณาบอกว่าบ้านหลังนี้อาจเรียกได้ว่าบ้านสูงสุดสู่สามัญเพราะว่าวัสดุที่นำมาสร้างบ้านหลังนี้นำมาจากบ้านที่ใช้งบประมาณสร้างมากกว่า 10 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อไม่อยากให้เศษวัสดุที่เหลือต้องสูญเปล่าหรือทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ แต่เมื่อนำมาสร้างบ้านหลังนี้ในงบประมาณที่จำกัด กลับได้บ้านที่ถูกใจมากๆ ทั้งนี้ขอยกความดีความชอบให้กับผู้ออกแบบ ที่ช่างคิด่างทำและสนใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆจนงานออกมาได้อย่างน่าพอใจเช่นนี้

 
 

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทความ : Sentimental Garden


Sentimental Garden สวนแห่งความทรงจำ


      บ้านเรือนไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นไทยและธรรมชาติ ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับคุณเต่าสุวรรณา  อาริยพัฒนกุล เจ้าของบ้านเรือนไทยหลังงามแห่งนี้ เมื่อประตุไม้ไผ่เปิดออกเหมือนเรากำลังก้าวย้อนเวลามายังอดีต มุมพานอรามาของท้องน้ำเจ้าพระยามเช้าสวยงามกับบรรยากาศของสวนไทยรอบบ้านที่ชวนให้ชื่นชมความงามของธรรมชาติ
วัฒนธรรมริมฝั่งน้ำ

แม่เจ้าพระยาเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงชนริมฝั่งแม่น้ำมาช้านาน
“ เราชอบร่องเรือไปในแม่น้ำเจ้าพระยาและได้เห็นวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสาย น้ำ ในน้ำมีปลา ริมตลิ่งปลูกผัก มันเป็นการดำเนินชีวิตแบบง่ายๆของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ” บรรยากาศรื่นรมย์เช่นนี้คงไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คุณเต่าหลงใหลธรรมชาติริม ฝั่งน้ำแห่งนี้


ตามรอยวิถีไทย
ถึง แม้บรรพบุรุษองคุณเต่าจะมีเชื้อสายจีน แต่เธอก็ได้บอกว่า “เราเกิดมาบนแผ่นดินไทย เรารักความเป็นไทย” ดังนั้นหลายความประทับใจของเธอล้วนบ่งบอกตัวตนและจิตวิญญาณของคนไทยได้อย่าง ชัดเจน

บ้านเรือนไทยที่ใฝ่ฝัน
             บ้านเรือนไทยโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้เป็นบ้านเรือนไทยหลังที่ 11 ของคุณเต่า เธอเล่าว่า “ ไม่ว่าปลูกบ้านสักกี่หลังก็ปลูกบ้านเรือนไทย ด้วยความประทับใจและมนตร์เสน่ห์ของบ้านเรือนไทยในอดีตที่ได้เห็นจากวัยเด็ก ที่อาศัยอยู่บ้านตึกแถวในเมืองมาตลอด พอโตขึ้นต้องเดินผ่านบ้านเรือนไทยหลัวหนึ่งเพิอไปโรงเรียน ก็รู้สึกชอบและตั้งใจว่าจะต้องมีบ้าเรือนไทยให้ได้ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสและมีความพร้อมจึงปลูกเรือนไทยตามที่เคยตั้งไว้ ”
             แต่กว่าจะมาเป็นเรือนไทยหลังงามหลังนี้ เธอบอกว่า “ใช้เวลาหาบ้านหลังนี้เป็นสิบปี ซึ่งเดิมทีเป้นบ้านเก่าอายุกว่าร้อยปี เราซื้อมาปรับปรุงใหม่เพื่อปลูกบ้านหลังนี้ลงบนที่ดินที่ติดริมแม่น้ำเจ้า พระยา ซึ่งที่ที่อยากได้นั้นต้องเป็นบริเวณที่แม่น้ำมีช่วงกว้างมากที่สุดด้วย แล้วเราก็เจอที่แห่งนี้เราประกอบบ้านเรือนไทยโดยหันหน้าบ้านออกทางแม่น้ำ เพื่อรับลมเย็นสบาย ตั้งใจสร้างไว้สำหรับพักผ่อนหรือต้อนรับเพื่อนฝูงในวาระต่างๆ อย่างวันลอยกระทงเราก็ชวนเพื่อนมาลอยกระทงกันที่นี่ ”
ดังนั้น บ้านเรือนไทยของเธอทุกหลังที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ จึงเหมือนเป็นการสานฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง
     ฉากหลังของสวนนี้เป็นรั้วไม้ไผ่สีเหลืองทองคำเล็กๆตีเรียงติดกันเป็นผนัง ดูเข้ากับบรรยากาศสวนโดยรวม “เราทำรั้วแบบง่ายๆที่ชาวบ้านใช้วัสดุพื้นถิ่นอย่างไม้ไผ่มาทำเพื่อให้ส่วน ดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมของสวน ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างรู้สึกขัดตา อาจไม่ต้องอาศัยความแข็งแรงมากนัก ประตูก็เหมือนกัน เพราะสมัยก่อนก็ทำรั้วแบบนี้ นอกจากนี้ยังปลูกต้นไม้ริมรั้วอย่างชบา แก้ว และไผ่ไว้อีกชั้นหนึ่ง เหมือนเป็นการใช้ธรรมชาติป้องกันตัว”
   

 ผ้าไทย
 “ เราชอบใส่ผ้าทอมือ เพราะใส่แล้วสบายมูลค่าผ้าหนึ่งผืนอาจดูไม่แผงมาก แต่กว่าที่ชาวบ้านจะถักทอผ้าหนึ่งผืนออกมาได้นั้น ต้องใช้เวลาเป็นปี เพราะมันเป็นงานศิลปะผสมผสานกับงานฝีมือ ซึ่งมีมูลค่าทางความรู้สึกมากกว่าจะตีเป็นราคาได้ ” ทำให้คุณเต่าชื่นชอบที่จะใส่ชุดที่ทำจากผ้าไทยอยู่เสมอๆเพราะเป็นเอกลักษณ์ ที่สื่อถึงความเป็นชนชาติไทยที่เธอภาคภูมิใจ
  
เสน่ห์สวนไทย

“ด้วย เรามืออาชีพเป็นนักจัดสวน แต่กลับมีงานอดิเรกเป็นการจัดตกแต่งบ้าน เพราะตอนเด็กได้ตามไปช่วยคุณพ่อซึ่งมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน ก็รู้สึกชินตา ประกอบกับบ้านมีฐานะไม่ร่ำรวย ไม่มีตุ๊กตาให้เล่นเหมือนกับเด็กคนอื่นๆก็ชอบเล่นจัดบ้านแทน”

       เธอยอมรับว่า “การจัดสวนสนุกที่สุดเพราะอย่างอินทีเรียร์จัดเสร็จก็เสร็จเลย แต่จัดต้นไม้ต้องรู้นิสัยว่าเมื่อเวลาผ่านไปต้นนี้จะเป็นอย่างไร ต้นไม้อื่นๆจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรหรือทำอย่างไรจะให้สิ่งมีชีวิตมาอยู่ใน สวนเรา ไม่ใช่ว่าจัดสวนเสร็จแล้วมีแต่เรากับต้นไม้ที่ต้องตัดแต่งดูแลเท่านั้น แต่ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้สวนมีระบบนิเวศที่ยั่งยืน นั่นคือนักจัดสวนที่เก่ง”

          










      ดังนั้นเธอจึงจัดสวนรอบๆบ้านให้มีบรรยากาศแบบเรียบง่ายเข้ากับวิถีของผู้คนแถวนี้ เน้นปลูก
พรรรณไม้ไทย พวกไม้ดอกหอม อย่างพิกุลที่ส่งกลิ่นหอมตลอดวัน หรือพรรรไม้ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไม้ที่ให้ผลอย่างมะขาม มะพร้าว กล้วย มะม่วง หรือไม้ดอกที่สามารถตัดปักแจกันหรือใช้ประดับตกแต่งได้ย่างลีลาวดี จัดสวนไทยก็ควรปลูกต้นไม้ไทย เพราะ “ต้นไม้ไทยจะสวยที่สุดเมื่ออยู่ที่ประเทศไทย ถ้าคนไทยไม่ปลูกต้นไม้ไทยหรือไม่จัดสวนไทยแล้ว ก็ไม่มีชนชาติไหนที่จะจัดสวนไทยได้สวยเท่ากับคนไทยอย่างแน่นอน ” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยความซาบซึ้งถึงความเป็นไทย

ออกแบบบโดย : In & Out Landscape โทร 02-5590939





บทความ : บ้านแสนรัก2


 เรือนไทยในสวน

                      มีภาษิตบทหนึ่งของชาวเมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเวียดนาม กล่าวไว้ว่า บ้านไม่มีสวน (ต้นไม้) ก็เหมือนคนไม่สวมใส่อาภรณ์บ้านที่มีต้นไม้ล้อมรอบนี้ ชาวเวียดนามเรียกว่า หย่าเรือน หรือ บ้านสวนซึ่งเป็นบ้านที่สร้างอยู่ท่ามกลางกำแพงต้นไม้สูง อย่างหูกวาง ขนุน มะม่วง ไผ่ หรือไม้ผลอย่างส้มเกลี้ยง มังคุด ต้นหม่อม ต้นตะโก เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ บ้านสวนของชาวเว้จึงไม่ใช่สวนผลไม้ที่มุ่งเก็บดอกผลไปขาย หากคือบ้านอยู่อาศัยที่แนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเพราะชาวเว้ถือว่าบ้านสวนทำให้ทิวทัศน์ธรรมชาติเด่นขึ้น และเสริมให้บ้านดูสง่างาม
          เช่นเดียวกันกับบ้านหลังนี้ ตัวบ้านเรือนไทยสวยสง่างามอยู่ท่ามกลางไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากผู้เป็นเจ้าของ

          คุณสุวรรณา อาริยพัฒนกุล เป็นเจ้าของบริษัท In & Out Landscape จำกัด รับงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและจัดสวนให้กับสถานที่ต่างๆ นับตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนกระทั่งถึงอาคารสถานที่ต่างๆ โดยตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของการบริหารงาน บริษัทแห่งนี้ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของบ้านและหน่วยงานต่างๆให้เป็นผู้ดำเนินงานออกแบบภูมิทัศน์ อาทิ สนามแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 (พ..2541) ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โครงการสวนควีนสิริกิติ์จังหวัดเชียงราย สวนสุขภาพชีวาศรมที่หัวหิน อาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และล่าสุดบริษัทของเธอได้ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมให้กับสวนสุขภาพ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงแรม เจ ดับบลิว มาริออท ถนนเพลินจิต และอีกหลายต่อหลายโครงการด้วยกัน


          กว่าที่เธอจะนำพาบริษัท In & Out Landscape ให้มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าของวงการภูมิสถาปัตยกรรมได้นั้น เธอต้องเผชิญหน้ากับปัญหามากมาย นับตั้งแต่เมื่อสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรมหาลัยเกษตรศาสตร์
          สมัยที่ดิฉันจบมาใหม่ๆ (ราวปี2529) บริษัทที่ทำงานทางด้านนี้มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง และไม่นิยมรับผู้หญิงเข้าทำงาน เพราะเขาคิดว่างานด้านนี้เป็นงานที่ต้องใช้แรง ซึ่งไม่เหมาะที่จะให้ผู้หญิงไปคุม
          จุดนี้ทำให้ทำเธอรู้สึกเสียใจที่ถูกตัดสินความสามารถด้วยเพียงเพราะเธอเกิดมาเป็นผู้หญิง เธอตัดสินใจเปิดบริษัทรับงานออกแบบจัดสวนและเพาะพันธุ์ต้นไม้เอง แต่แล้วเธอก็ต้องพบกับอุปสรรคอีกครั้ง เมื่อบุพการีของเธอต่างไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว คำทัดทานหรือจะหยุดยั้งความปรารถนาของเธอได้ เธอรวบรวมเงินที่เก็บสะสมและขายเครื่องประดับที่มีอยู่รวมเข้ากับเงินที่คุณแม่ให้ ด้วยเห็นว่าไม่สามารถทัดทานเธอได้ มาเช่าสถานที่เปิดร้านขายต้นไม้และรับจัดสวนแถวถนนรัชดาภิเษก
          ด้วยความที่ไม่ประสีประสางานด้านธุรกิจจึงทำให้งานของเธอต้องล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดแต่ด้วยความมานะ อดทน และความมุ่นมั่นที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางที่เธอเลือกบริษัท In & Out Landscape จึงได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมสัญลักษณ์ใบเลี้ยงคู่ ที่มีความหมายถึงการก่อกำเนิดและการสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่สำหรับเธอ

          เมื่อมองย้อนกลับไป การต่อสู้ของเธอมิได้เพื่อตัวเธอเองเท่านั้น หากแต่เป็นการต่อสู้บุกเบิกให้เกิดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญให้เธอดำเนินงานตามที่เธอมุ่งหวังเธอและทีมงานคิดค้นสูตรดินผสมที่มีคุณภาพ เพาะพันธุ์ไม้ต่างๆ อาทิ ไม้ป่า ไม้ไทย และพันธุ์ไม้อื่นๆ อีกหลายชนิดขึ้น เพื่อทดแทนการขุดจากธรรมชาติมาใช้ดังเช่นที่นิยมปฏิบัติ รวมทั้งสร้างแนวทางพัฒนาระบบการอนุบาลต้นไม้ให้ได้มาตรฐานก่อนนำลงปลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายอันเกิดจากความเสียหายของต้นไม้ เธอริเริ่มจัดทำทรีฟาร์มหรือเนิร์สเซอรี่ในทุกภาคของประเทศ อาทิ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จังหวัดเชียงราย และรวมถึงบ้านสวนรังสิตคลอง 12 อันเป็นที่พำนักของเธอ บ้านที่เธอสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของการทำงานหนัก
          ด้วยเนื้อที่กว่า 10 ไร่แห่งนี้ จัดแบ่งเป็นพื้นที่พักฟื้นต้นไม้ซึ่งอยู่ด้านหน้า ถัดมาจัดเป็นที่ตั้งของบ้าน ประกอบด้วยเรือนพักผ่อนและสำนักงาน ลึกเข้าไปเป็นเรือนพักผ่อนและสำนักงาน ลึกเข้าไปเป็นเรือนเพาะชำต้นไม้ โดยภายในอาณาบริเวณที่จัดเป็นบ้านนั้นร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ซึ่งมีการจัดแต่งให้สวยงามอยู่เสมอ
          บ้านพอมีอายุสัก 5 ปี ต้นไม้กำลังเขียวครึ้ม จำเป็นที่เราต้องสร้างบรรยากาศขึ้น เช่น บริเวณที่เป็นลำธารเราก็จำสร้างน้ำตก ขยับต้นไม้ดอกไม้แต่งเติมมุมต่างๆ ทาสีบ้านเสียใหม่ ซึ่งนอกจากเราจะได้ความรู้สึกใหม่แล้ว คนที่มาเยือนก็มีความสุข คุณสุวรรณา เล่าถึงบ้านเธออย่างมีความสุข
          คุณสุวรรณาแบ่งสันพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 2 ส่วน คือ โถงต้อนรับอยู่ส่วนกลางเชื่อมระหว่างเรือนสองหลัง และมีศาลาพักผ่อนตรงกลาง โดยเรือนหลังแรกจัดเป็นสำนักงาน ส่วนอีกหลังเป็นเรือนนอน ซึ่งเธอใช้พักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์
          “แม้ดิฉันจะมีบ้านหลายหลัง แต่ก็รักบ้านทุกหลัง เพราะบ้านเกิดขึ้นจากจินตนาการของเรา ดิฉันรักบ้านสวนที่มีต้นไม้เยอะๆมาตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันว่าอยากมีบ้านล้อมไปด้วยต้นไม้
          “ดิฉันจึงมีความสุขมากที่ได้มาที่นี่ ดิฉันตั้งชื่อบ้านนี้ว่า บ้านสวนโลมฤดีเพราะทุกครั้งที่มาที่นี่หรือพาเพื่อนๆมา ทุกคนจะมีความรู้สึกที่ดีเสมอ
          “…ดิฉันรักบ้านหลังนี้มาก และจะรู้สึกหายเหนื่อยทันทีเมื่อได้เห็นต้นไม้ที่เราเอาใจใส่ดูแลเจริญเติบโต
          ทุกเช้าเธอมักจะออกมาเดินเล่นในสวน และเดินระเรื่อยไปจนถึงเรือนอนุบาลต้นไม้ ทักทายดอกไม้ทุกดอก ใบไม้ทุกใบ ไม้เว้นแม้มันจะร่วงโรยอยู่บนพื้นเธอเรียนรู้วิถีชีวิตของทุกสรรพสิ่งในบ้านเรือนไทยแห่งนี้ด้วยความรักและเกื้อหนุนความสุขให้แก่กันและกัน
รูปภาพจากหนังสือ

บทความ : หนังสือ home & decor special


หนังสือ home & decor special




สัมผัสธรรมชาติในสวนสวย

แรกสัมผัสสีเขียวองพรรณไม้หลากสายพันธุ์ เมื่อล่วงผ่านประตูไม้บานใหญ่แยกถนนสีเทาเข้าสู่สวนและเนิร์สเซอรี่ในรั้วบ้าน รู้สึกถึงความร่มรื่น เย็นสบาย เสมือนหนึ่งได้เข้ามาเที่ยวสวนธรรมชาติที่มีมานานบนที่ดิน 12 ไร่ผืนนี้
สวนสวยแห่งนี้ถูกสร้างสรรค์และออกแบบโดยเจ้าของผู้มีความเชี่ยวชาญและรักในธรรมชาติอย่าง คุณเต่าสุวรรณา อาริยพัฒนกุล ซึ่งปรับเปลี่ยนบ่อปลาและทุ่งนาเก่าให้เป็นสวนน้ำตก ลำธาร สระน้ำ สนามหญ้าเขียว รายรอบบ้านทรงไทยและเนิร์สเซอรี่ ต้นไม้เพื่อรองรับงานสวนของบริษัท In & Out Landscape ที่เธอเป็นเจ้าของ
คุณเต่าอธิบายถึงคอนเซ็ปต์ในบ้านว่าแบ่งพื้นที่ 3 ส่วนส่วนแรกจากทางเข้าบ้านคือเนิร์สเซอรี่ต้นไม้ใหญ่ ส่วนกลางคือ สวนรอบบ้านไทย ที่ออกแบบให้ทุกมุมของบ้านสามารถมองเห็นสวนได้ต่อเนื่องถึงกัน และส่วนที่ 3 ด้านท้ายของพื้นที่เป็นเนิร์สเซอรี่ไม้พุ่ม
“ต้องการเชื่อมโยงอารมณ์ธรรมชาติทั้งภายในภายนอกบ้าน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน จึงออกแบบให้บ้านโปร่ง มีสวนอยู่ทุกมุม และเลือกบ้านทรงไทยเพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบรูปแบบของบ้านที่มีความเป็นไทย ชอบพื้นที่โล่ง ชอบชานบ้านเพราะคิดว่าบ้านทรงไทยเหมาะสมกับสภาพอากาศและธรรมชาติของบ้านบ้านเราจริงๆ

สวยและเป็นธรรมชาติ คือ ความคิดหลักของสวนรายรอบบ้าน คุณเต่าออกแบบด้านหน้าเป็นมุมสวนน้ำขุดลึกลงไปในบ่อเลี้ยงปลาสี่เหลี่ยมของเดิมให้กลายเป็นบ่อน้ำรูปทรงอิสระ ได้ประโยชน์ทั้งจากดินที่ขุดขึ้นมาแต่งพื้นที่ในสวน และได้แหล่งน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง นอกจากนี้แล้วยังขุดคูรอบพื้นที่ทั้งหมดเพื่อป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่ถนนด้านนอกสูงกว่าตัวบ้าน
ในสวนจัดสร้างมุมน้ำตกที่จำลองได้เหมือนจริงทั้งหน้าตาและเสียงของสายน้ำ สร้างอารมณ์ของธรรมชาติด้วยลำธาร โขดหินลัดเลาะต่อเนื่องรอบพื้นที่ด้านหลังตัวบ้าน และไม่ว่าสวนจะสวยเพียงใด คุณเต่าเน้นย้ำว่า สวนและบ้านควรจะสวยไปด้วยกัน ดังนั้น การจัดวาง การเลือกสรร ต้นไม้ ก้อนหิน และสายน้ำ จึงควรมีมุมมองที่เปิดกว้าง รู้ทิศทางของแสง ความชื้น และบรรยากาศในพื้นที่นั้นๆให้ได้อย่างดีก่อนลงมือสร้างสรรค์ ประเด็นสำคัญอีกประการสำหรับสวนสวยแห่งนี้คือ ความยั่งยืน และใช้ได้จริงโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนบ่อย ปล่อยให้พรรณไม้ทั้งหลายเติบโตอย่างที่ควรเป็น มีนก มีปลา มีกระรอก และสัตว์อื่นๆที่เกิดอยู่ในธรรมชาติให้เราได้สัมผัส คุณเต่าบอกว่า “เหมือนเวลาเราไปเที่ยวชมธรรมชาติไงคะ อยากให้เดินเข้าสวนแล้วมีความสุข รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง และลองสังเกตต้นไม้ จะพบว่าเป็นไม้ธรรมดาๆแต่ต้นไม้เหล่านี้ดูแลรักษาง่าย ทนทาน สำหรับสวนที่นี่อาจดูไม่ฉูดฉาด เพราะเราอยากเน้นความเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติสวยตลอดเวลา ต่างเวลาก็จะต่างฟีลลิ่งดอกไม้ก็จะให้ดอกต่างฤดูไป” และด้วยความเป็นนักจัดสวนของเธอ คุณเต่าจึงอธิบายเกี่ยวกับสวนพร้อมทั้งมุมของคนออกแบบว่า   



“ดิฉันให้บ้านอยู่ตรงกลางพื้นที่ เพราะเราต้องการให้มีจังหวะการวางที่สวยงาม มีมุมอินโทรให้ความร่มรื่นก่อนถึงตัวบ้าน คนมองมาจากด้านนอกก็มองไม่เห็นความเป็นส่วนตัวของเรามีพื้นที่นำสายตาที่เต็มไปด้วยสีเขียวของธรรมชาติ “สวนน่าจะมีน้ำนะคะ จะเล็กหรือใหญ่ก็แล้วแต่ อย่างบางจุดที่นี่ใช้ท่อพีวีซีธรรมดาต่อกับปั๊มแล้วก็ปล่อยให้เกิดเป็นน้ำพุสวยงาม และต้นทุนก็ไม่แพงด้วยและสวนควรมีประติมากรรมนะ จะเป็นรูปแบบอะไรก็ได้ที่เราเห็นแล้วมีความสุข”


ยังมีอีกมุมหนึ่งที่พื้นที่ใหญ่ในบ้านหลังนี้ได้สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นซึ่งเธอเน้นย้ำว่าพื้นที่เล็กๆ ก็สามารถสร้างได้ นั่นคือสวนส่วนตัว(Privacy Garden) ซึ่งเลือกมุมที่ข้างนอกมองไม่เห็น แต่คนนั่งในสวนจะมองเห็นคนภายนอกได้ จัดเป็นสวนอันร่มรื่นเพื่อพักผ่อนเอกเขนก หรือจัดมุมปาร์ตี้เฉพาะเพื่อนฝูงรู้ใจ
สำหรับมุมสวนส่วนตัว คุณเต่าเลือกต้นจามจุรีสีทองที่เป็นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา มีประติมากรรมรูปพระ รูปเทวรูป เพื่อให้เกิดความสงบ เย็นใจ สวนสวยๆมีวีธีดูแลรักษาไม่ยาก หากแต่ต้องสม่ำเสมอและสะอาดสะอ้าน เช่น การตัดแต่งกิ่งที่แห้ง ดอกที่โรย หรือกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นสนามหญ้า
สำหรับสวนสวยๆ ที่นอกจากการเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้านที่ควรเชื่อมโยงต่อเนื่องระหว่างกันแล้วสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือความรักและเวลาที่เจ้าของสวนมอบให้ เหมือนดังสุภาษิตจีนที่เคยกล่าวไว้ว่า ปุ๋ยชั้นเยี่ยมที่สุดสำหรับต้นไม้ในสวน ก็คือเงาของเจ้าของสวนนั่นเอง
                  
 
ออกแบบบโดย : In & Out Landscape โทร 02-5590939

บทความ : HOME&DECOR SPECIAL รวมไอเดียจัดสวนหลากสไตล์ในงานพืชสวนโลก

สวนกรุงเทพมหานคร
เจ้าของ : กรุงเทพมหานคร ชื่อสวน: ฉลองราชราชา กรุงเทพฯธารา พฤกษาเมืองสวย


บนพื้นที่สวนที่มีรูปร่างด้านหน้าแคบและยาวขนาด 1600 ตารางเมตร สวนในนามจังหวัดกรุงเทพมหานครได้จัดสรรพื้นที่สำหรับจัดสวนออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน


 ส่วนที่ 1 คือสวนด้านหน้า เป็นส่วนต้อนรับ ภายในบริเวณสวนบ่งบอกความเป็นตัวตนของจังหวัดกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสาชิงชาจำลองมาจัดแสดง การแสดงแผนที่เขตทั้ง 50 เขตในกรุงเทพฯ โดยจัดวางแผ่นกระเบื้องให้เป็นรูปแผนที่ดังกล่าวบนพื้นรวมถึงการนำตราสัญลักษณ์ของจังหวัดมาตกแต่งในสวนบนกำแพงด้านหนึ่งของตึกแถว
นอกจากนั้นยังแสดงถึงไอเดียการจัดสวนแนวตั้งซึ่งเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย มีการสร้างตึกแถวโบราณ ในส่วนด้านหน้าของอาคารตึกแถวทำลวดลายบนพื้นเป็นลายน้ำกระเพื่อม เปรียบดังพระบารมีในหลวงที่แผ่ไพศาลคุ้มเกล้าชาวไทย


          ในส่วนที่ 2 จำลองอาคารรูปแบบเดียวกับอาคารบนถนนราชดำเนินใช้พื้นที่ภายในอาคารเป็นห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯส่วนด้านหนึ่งของตัวอาคารติดกระจกใสบานใหญ่ มองเห็นด้านนอกซึ่งวางต้นไม้บนขั้นบันไดจนเต็มพื้นที่ ต้นไม้ที่นำมาใช้ตกแต่งเป็นไม้ดอกที่เลือกมาเฉพาะดอกสีเหลืองเท่านั้น


          ส่วนสุดท้ายเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ด้านในสุดของสวนกรุงเทพฯ มีการปรับพื้นให้สูงกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ด้านในสุดก็ทำให้สามารถมองเห็นส่วนหน้าได้อย่างต่อเนื่องชัดเจน
          สวนมีแนวคิดเป็นโครงการในฝันที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองเพื่อให้กลายเป็นมหานครที่สวยงาม ร่มรื่น น่าอยู่ มีทั้งแปลงปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ป้ายรถเมล์ที่เน้นความร่มรื่นสวยงามและมากไปด้วยประโยชน์ใช้สอย ในส่วนกลางมีบึงซึ่งจำลองมาจากบึงมักกะสัน และการนำกังหันชัยพัฒนามาใช้ประกอบในการจัดสวนด้วย ขณะที่ด้านในสุดของสวนเป็นฉากไม้ขนาดใหญ่ปลูกกล้วยไม้สีเหลืองสดใสอยู่เต็มฉากหลัง เพื่อใช้เป็นลานจัดแสดงหลักทศพิธราชธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกร
          นอกจากความต่อเนื่องในการเดินชมสวนกรุงเทพฯ ที่สร้างได้อย่างลงตัวแล้ว ไอเดียจัดสวนตามมุมต่างๆ ก็มีแทรกให้เห็นอยู่ตลอดเส้นทาง เช่น การนำขยะรีไซเคิลมาใช้เป็นของแต่งสวน ไม่ว่าจะเป็นขวดแก้ว เศษไม้ กะลามะพร้าว การแต่งสวนด้วยจักรยาน การนำเรือมาแต่งดอกไม้กลายเป็นบึงน้ำ เป็นต้น
          สวนจังหวัดกรุงเทพฯ เป็นสวนสวยและมากด้วยไอเดีย ที่คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กันสวนในบ้านอย่างไม่เคอะเขินแน่นอน



ออกแบบบโดย : In & Out Landscape โทร 02-5590939

บทความ : HOME&DECOR


CHARMING THAI HOUSE  : อารมณ์ไทยในสวนสวย


บนที่ดินผืนสวย 12 ไร่ ย่านคลอง 12 จังหวัดปทุมธานี นอกจากจะเป็นสถานที่เก็บรักษาดูแลต้นไม้เพื่อการใช้งานแล้ว ยังเป็นสถานที่ตั้งออฟฟิศกระจกใสดีไซน์โปร่ง in & out Landscape ของนักจัดสวนฝีมือเยี่ยม คุณเต่า สุวรรณา อาริยพัฒนกุล และเรือนไทยที่เธอสะท้อนรสนิยมไว้ภายใต้อารมณ์ความเป็นบ้านไทยหลังนี้ด้วย

                        ภาพจากหนังสือ HOME&DECOR / VOL.23 / NO. 268

เน้นฟังก์ชันที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายภายใต้กลิ่นอายของความเป็นบ้านไทย

คุณเต่าเล่าว่าเธอหลงใหลบ้านเรือนไทยมาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าสถาปัตยกรรมไทยมีความสวยงาม อ่อยช้อย และมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร พอมีโอกาสเป็นเจ้าของและได้ อยู่จริงก็ยิ่งรู้สึกรักแล้วก็ภาคภูมิใจ ที่บรรพบุรุษไทยของเราสามารถออกแบบโครงสร้าง กำหนดรูปทรง และฟังก์ชันให้ผู้อยู่อาศัยได้ความรู้สึกสะดวกสบาย ซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สุด

เพื่อการใช้ชีวิตที่สุขสบายและเหมาะสมกับยุคสมัย คุณเต่าได้นำเอกลักษณ์ความเป็นเรือนไทยที่เธอรัก มาใช้ร่วมกับการจัดแบ่งฟังก์ชันใช้สอยเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก โดยเน้นโครงสร้างอาคารเรือนไม้สัก หลังคาจั่วยอดแหลม ศาลาพักผ่อน นอกชานโล่งและระเบียบที่เชื่อมโยงเรือนรับรองแขกกับเรือนพักส่วนตัว ขุดบ่อน้ำกว้างต่อเนื่องเป็นลำธารไหลโอบล้อมรอบตัวบ้านราวกับลอยอยู่เหนือน้ำ โดยจัดแยกพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วนให้มุมมองต่อเนื่องด้วยการเปิดพื้นที่โล่งและทำพื้นบันไดต่างระดับรับสไตล์การตกแต่งเรียบหรูแบบไทยประยุกต์และอารมณ์สวนเมืองร้อนอันร่มรื่น


โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย



อยากให้บ้านเป็นเหมือนพระเอกนางเอกและมีสวนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบ้าน ตอนจัดสวนก็เลยพยายามทำให้บ้านสวยเด่นที่สุด โดยไม่เปิดบ้านให้คนที่เข้ามาเห็นได้ในทันที จึงต้องมีต้องไม้ใหญ่อย่าง พญาสัตบรรณ จามจุรี ฯลฯ ช่วยบังตาไว้ก่อนจะผ่านเข้ามาเจอสะพานข้ามลำธาร ได้เห็นลำตกและลำธารน้ำที่ช่วยสร้างความรู้สึกสดชื่นเป็นธรรมชาติ มีต้นลีลาวดี อโศก ฯลฯ ที่เปรียบเสมือนต้นห้องของบ้าน ค่อยๆ เผยโฉมบ้านในมุมมองที่สวยงาม

โดยเล่นระดับให้พื้นที่ภายในสวยและฟังก์ชันใช้สอยภายในบ้าน เพื่อนทำให้มุมมองของสวนจากจุดต่างดูแตกต่างและมีมิติน่าสนใจ แล้วพยายามเลือกพรรณไม้ตามธรรมชาติเพราะบ้านเราเป็นบ้านไทย ก็เลยปลูกต้นไม้ตามตำราเนื่องจากเราเป็นคนที่เชื่อเรื่องการพยากรณ์ เชื่อเรื่องเทพเรื่องพรมที่อยู่กับต้นไม้ หน้าบ้านต้องปลูมะยม หลังบ้านปลูกขนุน ตรงกลางมะขาม ทางตรงข้ามบ้านปลูกกันเกราไว้กันภัย มีต้นอโศกไม่ให้มีทุกข์โศกในบ้าน ฯลฯ เพื่อให้เป็นมงคล




ซึ่งได้อารมณ์กลมกลืนกับบรรยากาศสวยที่สวยงามเป็นธรรมชาติ

ห้องนอนคุณเต่าเน้นฟังก์ชันใช้สอยที่ให้ความสะดวกสบายโดยเปิดพื้นที่เชื่อมโยงถึงกันในจังหวะเหมาะสม
ใช้ฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ร่วมสมัยโทนสีสะอาดตาจัดวางอย่างเป็นระเบียบดูดี

ห้องน้ำให้ความรู้สึกสบายๆ ด้วยพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ ภายในจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยส่วนเปียก
และส่วนแห้งแบบเป็นสัดส่วนตัวในโทนสีที่อบอุ่น

นอกจากปลูกต้นไม้ตามตำราเพื่อเป็นมงคลแล้ว คุณเต่ายังปลูกต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมหลากหลายชนิด โดยเน้นดอกสีขาวที่เธอชอบเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้สึกร่มรื่นสบายตาได้ความสุขสงบใจแล้ว ยังทำให้ทุกช่วงเวลาไม่ว่าเช้า สาย บ่าย เย็น บรรยากาศรอบๆ บ้านเรือนไทยของเธอจะมีกลิ่นหอมชวนชื่นใจตลอดทั้งวันและคืนเลยทีเดียว

               นี่ไม่ใช่บ้านเรือนไทยหลังเดียวของคุณเต่า แต่ก็เป็นบ้านเรือนไทยอันดับต้นๆ ที่ทำให้รู้สึกสุขสงบกับการใช้ชีวิตเย็นใจและกับการรอคอยธรรมชาติที่ค่อยๆ แต่งแต้มภาพสวยตามจิตนาการ ซึ่งในระยะเวลา 17 ปี ที่ผ่านมาเธอไม่เคยหยุดความร่มรื่น และพยายามสร้างความสุดชื่อเย็นสบายด้วยพรรณไม้ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เป็นบรรยากาศบ้านเรือนไทยของเธอสวยงามมีเสน่ห์และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับธรรมชาติมากที่สุด


ออกแบบบโดย : In & Out Landscape โทร 02-5590939

บทความ : นิตยสาร ELLE DECORATION

 
นิตยสาร ELLE DECORATION No.135 พฤษภาคม 2553

ภูมิสถาปนิก แห่งบริษัท In & Out Landscape จำกัด เจ้าของแนวความคิดการจัดสวนแนวตั้ง
 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง บอกเล่าถึงเคล็ดลับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำกัด

ED : การจัดสวนในเมือง หรือ City Garden มีลักษณะอย่างไร
สุวรรณา : หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมในเมืองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการบุกรุกทำลายธรรมชาติไปมาก การสร้างบ้านในเมืองส่วนใหญ่จะลักษณะเป็นแบบทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม เราจึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับที่พักอาศัย ด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อเรียกธรรมาติมาอยู่ใกล้ตัว เมื่อมีต้นไม้ก็จะมีนก มีกระรอกและเกิดเป็นระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี นี่คือหัวใจของ City Garden ซึ่งสามารถสร้างขึ้นได้ทั้งที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สวนในชุมชน สวนใต้ทางด่วน หรือสวนในบ้านของเราเอง
ED : มีข้อแนะนำอย่างไรสำหรับการจัดสวนในเมือง
สุวรรณา : สิ่งแรกเลยสำหรับการทำสวนในเมืองคือ ควรเลือกต้นไม้ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวด้อมได้ง่าย ไม่เป็นภาระต่อการดูแลระยะยาว หลีกเลี่ยงการปลูกหญ้า เพราะหญ้าจะสวยในพื้นที่กว้างๆและต้องดูเป็นอย่างดี แต่หากมีพื้นที่ขนาดจำกัดควรปลูกสวนในแนวตั้ง โดยใช้ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและต้นไม้เล็กเพื่อเพิ่มสีเขียวให้กับบ้าน
ED : ต้นไม้ในเขตร้อนชนิดไหนที่เหมาะแก่การนำมาทำสวนในเมือง
สุวรรณา : ควรมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ปีบ เพื่อให้ร่มเงาและดอกปีบเองมีกลิ่นหอม หากต้องการจะพรางสายตาจากสาพแวด้อมด้านนอก แนะนำให้ใช้ต้นไผ่หรือต้นโมก แซมด้วยไม้ดอก เช่น กล้วยไม้ เพื่อสร้างสีสีนให้กับบ้าน ถ้าขนาดพื้นที่จำกัดมากืแนะนำให้สร้างสวนตามแนวกำแพงหรือลำต้นของต้นไม้ใหญ่ โดยใช้วิธีการแขวนหรือให้เกาะตามกิ่งหรือลำต้น ก็สามารถทำได้
ED : การดูแลรักษาสวนแนวตั้งงต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
สุวรรณา : สวนแนวตั้งไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมากมายและไม่ควรมีภาระในการทำสวน ฉะนั้นจึงควรปล่อยให้ต้นไม้เจริญเติบโตอย่างอิสระไม่ควรตัดแต่งกิ่งมากจนเกินไป คอยเก็บกิ่งที่หักเสียหรือใบเหลืองออกก็พอ แต่ต้องรดน้ำทุกวันตั้งแต่ยอดใบจนถึงรากเพื่อชำระล้างตัวหนอน เพลี้ย ศัตรูพืชทั้งหลาย ให้หล่นออกจากใบโดยไม่ต้องอาศัยสารเคมี ก็สามารถทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี

บทความ : หนังสือ Who?


หนังสือ Who? Vol.2 ฉบับวันที่ 10.01.2010
 
 บ้านสวย 11 หลังในละครดัง วิมานบนดินของสุวรรณา อริยพัฒนกุล
 
บรรยากาศร่มรื่นของบ้านเรือนไทยหลังงามย่านคลองรังสิตที่หลายคนอาจคุ้นตาในละครดังหลายเรื่องเป็นเพียง 1 ในจำนวน 11 หลังของบ้านทั้งหมดซึ่งเจ้าของบ้านตัวจริงมีไว้ครอบครอง แต่ละหลังล้วนมีที่มาทรงคุณค่าและงดงาม
 
 
ใครที่เป็นแฟนละครดังหลังข่าวภาคค่ำทั้ง น้ำตาลไหม้และ สูตรเสน่หาคงพอคุ้นตาบ้านเรือนไทยท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีนานาพรรณ เดาได้เลยว่าน่าจะมีหลายคนนึกสงสัยว่าใครกันหนอคือเจ้าของบ้านตัวจริงที่สวรรค์สร้างบ้านหลังงามอันแสนน่าอยู่หลังนี้ขึ้นมา
          หลังจากสืบเสาะจึงได้รู้จัก คุณเต่า สุวรรณา อริยพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อินแอนด์เอาท์ แลนด์สเคป จำกัด ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการออกแบบตกแต่งบ้านและจัดแต่งสวนให้กับอาคารสถานที่ใหญ่ๆหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์สุขภาพนานาชาติชีวาศรม และงานพืชสวนโลก
          เธอตอบรับด้วยความยินดีเมื่อเราขออนุญาตเปิดบ้านเรือนไทยหลังงามย่ามรังสิต คลอง 12 ที่มิใช่เพียงหลังเดียวที่เคยผ่านตาในละครดัง หากมีถึง 11 หลังใน 6 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ เพชรบุรี ปทุมธานี อยุธยา เพชรบูรณ์ เลย รวมเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 1,000 ไร่ ที่มีกองถ่ายละครขอใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี 
        คุณเต่าเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของบ้านหลังงามที่ใช้ถ่ายละครหลายเรื่อง ซึ่งสไตล์การออกแบบบ้านแต่ละหลังเน้นกลมกลืนกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด รวมถึงพื้นที่รอบๆ บ้าน ยังทำเป็นเนิร์สเซอรีกล้าไม้ ทั้งพันธุ์เล็ก พันธุ์ใหญ่ รวมถึงไม้ยืนต้นหายากไม้ในวรรณคดีสารพัดชนิดด้วย
          “ไม่ได้คิดจะปลูกเพื่อการค้าหรือทำเป็นธุรกิจให้เช่าถ่ายละครเลย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของบ้านที่ร่มรื่นมีองค์ประกอบต่างๆ ของบ้านที่สวยงาม ทำให้มีคนมาติดต่อขอเช่าสถานที่เอง ขนาดนอนอยู่บ้านดีๆ ยังมาเคาะประตูเรียกเลย เราเปิดรับทุกคน ขออย่างเดียวถ่ายออกมาให้บ้านเราสวยเท่านั้นพอ บ้านแต่ละหลังที่ปลูกจะมีชื่อเรียกเฉพาะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม อย่างหลังนี้มีชื่อว่า บ้านสวนโลมฤดีเข้ามาแล้วจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ชโลมจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานให้หายได้ในทันทีเล่าพลางยิ้ม พร้อมชี้ชวนให้ดูสวนสวยเบื้องหน้า
          เจ้าของบ้านไล่เรียงต่อว่า บ้านที่รังสิต คลอง 12 มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ สวนหน้า (4ไร่) แบ่งเป็นสถานอนุบาลต้นไม้หรือโชว์รูมต้นไม้ทุกชนิด ส่วนกลาง (4ไร่) เป็นบ้านที่อยู่อาศัยและออฟฟิซ ส่วนท้าย (4ไร่) เป็นฟาร์มไม้ใหญ่ ทั้งต้นกร่าง กันเกรา กระทิง ชวนชม สารภี ชงโค ลำดวน อโศกสปัน อโศกกระย้า สาระลังกา จำปา จำปี สีนวล หูกระจง ต้นจัน ฯลฯ
          ด้วยความที่คุณพ่อมีอาชีพเป็นช่างรับเหมา ทำให้ซึมซับเทคนิควิธีการออกแบบและปลูกสร้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก ผนวกกับวิชาที่ร่ำเรียนมาด้านการจัดสวนจากมหาลัยเกษตรศาสตร์ จึงทำให้บ้านแต่ละหลังมีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร
          “บ้านเรือนไทยสไตร์พอเพียง ทำเป็นแบบไร่นาสวนผสม ปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งพริก กะเพรา สะระแหน่ รวมถึงผลหมากรากไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะพร้าว กล้วย อ้อย ต้นแค ต้นมะยม ต้นมะขาม ริมรั้วก็ปลูกแต่ไม้เลื้อยพวกชะอม กระถิน ตำลึง อยู่บ้านนี้แล้วไม่มีวันอด
          ถัดไปอีกซอยเป็นบ้านของคุณพ่อคุณแม่ ปลูกเป็นบ้าเรือนไทยสไตร์พอเพียงแบบไร่นาสวนผสมปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งพริก กระเพรา สะระแหน่ รวมถึงผลหมากรากไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะพร้าว กล้วย อ้อย ต้นแค ต้นมะยม ต้นมะขาม ส่วนริมรั้วปลูกไม้เลื้อยพวกชะอม กระถิน ตำลึง อยู่บ้านนี้แล้ว ไม่มีวันอด
          ส่วนพื้นที่แถวรังสิต คลอง 9 (พื้นที่ 30 – 50 ไร่) ให้ชื่อว่า บ้านกลางน้ำ เพราะมีการขุดลอกคลองโดยรอบ ถือเป็นบ้านต้นแบบระดับตำนานของบริษัทอินแอนด์เอาท์ฯ เนื่องจากเป็นบ้านเรือนไทยหลังแรกที่ปลูกสร้างโดยแบ่งพื้นที่ทำเป็นเนิร์สเซอรีไม้พุ่ม
          ใกล้เคียงมาหน่อยก็ จ.อยุธยา อ.บางไท (พื้นที่ 13 ไร่) อ.ภาชี (พื้นที่ 20 ไร่) ส่วนที่ภาชีจะเป็นบ้านไม้กลางทุ่ง เรียกว่า บ้านไม้เรือนกระจก สร้างคล้ายๆล็อกเคบิน คือรอบบ้านที่เป็นกระจกทั้งหมด แต่หลังคาทรงไทย ส่วนบ้านที่ อ.บางไทร มีด้วยกัน 2 หลัง คือบ้านสุวรรณา  กับบ้านอยู่สบาย บ้านสุวรรณาให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านของเราอย่างแท้จริง เพราะเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ปลูก พื้นที่ก็สวย เพราะติดโค้งน้ำเจ้าพระยา อยู่ตรงข้ามศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นบ้านไทยแท้ อายุกว่าร้อยปี ซื้อต่อมาจากคหบดีคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว รั้วก็เป็นไม้ไผ่สภาพเดิมๆ ใกล้ๆ กันก็มีศาราท่าน้ำ มีเรือพาย และบ้านแพด้วย  อยากนอนที่ไหนได้หมด อยู่ที่นี่จะได้เห็นวิถีชีวิติไทยๆที่ยังคงคุณค่า และมีความเอื้ออาทรต่อกันเธอเล่าจุดเด่นของบ้านแต่ละหลังด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข



          ต่อมาเป็นพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ อ.เขาค้อ (พื้นที่ 21 ไร่) อ.วังมล (พื้นที่ 400 ไร่) ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นของท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่น้อยหน้าบ้านหลังอื่นเช่นกัน
บ้านที่น้ำชุนใช้ไม้ไผ่สร้างบ้านบนภูเขา ความที่อากาศหนาวตลอดทั้งปี จึงต้องปลูกบ้านซุกลงไปในดินให้ชื่อว่า บ้านสุขเวศน์ แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า บ้านอิงดอย อยู่บ้านนี้แล้วมีความสุขมาก เพราะได้เห็นสวนดอกกุหลาบส่งกลิ่นหอมทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนที่เข้าค้อเรียกว่า บ้านหอดูดาว ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้นอนดูดาวโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเตียง ทุกคนจะนั่งและนอนสไตรล์ญี่ปุ่นหมด ไม่ว่าจะนอนมุมไหนก็จะเห็นดาวทั้งนั้น
สำหรับที่วังมลเจ้าของบ้านตั้งชื่อให้ว่า บ้านไม้ไผ่และบ้านเรือนแพ ด้วยความที่สร้างบ้านติดกับแม่น้ำป่าสัก จึงทำให้สัมผัสกับธรรมชาติได้เต็มอิ่ม ใครต้องการนอนในบ้านหรือนอนในแพก็ตามแต่ต้องการได้เห็นทัศนียภาพและวิถีชีวิตชาวบ้านโดยที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดมาบดบัง หนำซ้ำช่วงก่อนฟ้าจะสางยังสามารถลงไปจับกุ้งแม่น้ำซึ่งขึ้นมาริมตลิ่ง นำมาทำเป็นอาหารเช้าแสนอร่อยได้อีกด้วย
เขยิบขึ้นไปทางเหนือที่ จ.เลย อ.ภูเรือ ชื่อบ้านไม้หรือบ้านแม่คะนิ้ง เนื่องจากสร้างบ้านติดภูเขา ทำให้สัมผัสอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปีเลยทีเดียว โดยยังคงลักษณะสไตล์บ้านในสภาพเดิมๆ จากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนท้องถิ่นไว้อย่างครบถ้วน จะเพียงปรับปรุงโรงสร้างเล็กน้อย หากยังคงจุดเด่น อาทิ ยุ้งฉาง เฉลียงรับลมหน้าบ้านที่เหมาะกับการนอนเอกเขนกเลือกได้ทั้งเปลญวน หรือกางเต็นท์ก็มีที่ว่างไว้รองรับได้หลายสิบคน

ทางใต้ก็มีบ้านที่ จ.เพชรบุรี อ.เขาย้อย (พื้นที่ 20 กว่าไร่) ส่วนใหญ่เวลาลงไปธุระทางภาคใต้ ถ้าเหนื่อยก็แวะพักก่อน เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ เน้นความโปร่งโล่งสบาย ส่วนบ้านหลังสุดท้ายอยู่ในกรุงเทพฯ แถวทาวน์อินทาวน์ ชั้นล่างทำเป็นออฟฟิซ ส่วนชั้นบนแบ่งไว้พักผ่อน สำหรับข้าวของเครื่องใช้มีพร้อมในบ้านทุกหลัง
ความที่เป็นคนทำงานเธอจึงเลือกทุ่มเทให้กับงานก่อนเรื่องอื่น จึงสร้างบ้านไว้หลายแห่ง เรียกว่าถ้าต้องไปทำงานที่จังหวัดไหน เหนื่อยเมื่อไหร่ก็มีบ้านให้แวะพักผ่อนได้ทุกที่ ตื่นเช้าขึ้นมากพร้อมทำงานได้ทันที
เวิร์กกิ้งวูแมนคนเก่งบอกต่อว่า การทำงานที่ตัวเองรัก ยังได้ใกล้ชิดและสัมผัสกับธรรมชาติ รวมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมอนุรักษ์บ้านเรือนไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมอนุรักษ์บ้านเรือนไทยซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาของชาติที่งดงามและทรงคุณค่าไม่แพ้ชาติใด

 อยากให้คนไทยมีความรักในสิ่งที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายสั่งสมวัฒนธรรมไว้ให้หลายชั่วชีวิต ถ้าลูกหลานลืมรากเหง้าของตัวเอง ความเป็นไทยก็จะถูกกลืนหายไปด้วย การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติแทบไม่ต้องเปิดแอร์เลยด้วยซ่ำ อากาศดี สุขภาพแข็งแรง อาหารการกินก็สะดวก หาเด็ดผักพื้นบ้านได้ตามริมรั่ว อยากกินอะไรมีหมด ที่สำคัญไม่มีสารพิษ เพราะเราปลูกเองกินเอง ใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่ก็มีอิศระที่จะคิดสิ่งที่ดีงามได้เพื่อตอบแทนแผ่นดินต่อไป
เธอว่า ให้ดูอย่างต้นไม้ หากปลูกในพื้นที่กว้างๆต้นไม้จะเติญโตเต็มที่ แต่ถ้าปลูกใกล้กันเกินไปต้นก็จะเล็กแคระแกร็น เช่นเดียวกับการได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเร่งรีบและเคร่งเครียดอยู่เสมอก็เสมือนช่วยให้อิสระทางอิสระทางความคิด และคิดนอกกรอบได้มากขึ้น
บ้านหลังนี้อยู่มาประมาณ 17 ปีแล้ว สร้างเสร็จก็อยู่เลย เวลามีงานค่อนเข้าเมือง ตอนนี้ถนนหนทางสะดวก ช่วยย่นระยะทางได้มาก แล้วชีวิตอยู่กับการเดินทางตลอด ไหนจะต้องตระเวนไปดูต้นไม้ตามที่ต่างๆ แวะพักบ้านนี้ 3 – 4 วัน พักบ้านโน้น 2 – 3 วัน เวียนกันไปแบบนี้จนครบทุกหลัง แทบไม่ต้องห่วงเลยว่ามีบ้าน 11 หลังแล้วจะเอาเวลาไหนไปนอน หรือถ้าไม่มีเวลาไปก็มีเพื่อนๆ แวะเวียนไปพักผ่อนตลอดบางทีก็นัดสังสรรค์หรือจัดปาร์ตี้กัน แล้วแต่ว่าอยากจะเที่ยวไหนหรือนอนบ้านไหนมากกว่าว่าจบเจ้าของบ้านก็จัดเตรียมของฝากซึ่งไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนไกล เพียงแค่เดินเข้าสวนก็สวนก็มีกล้วยไข่ มะละกอ มะเฟือง อันเป็นผลผลิตปลอดภัย ไร้สารพิษ จากบ้านสวยโลมฤดี ที่ช่วยเติมพลังชีวิตได้อย่างแท้จริง